วิถีแซนด์วิช… ปรับตัวให้ทันในวันที่ต้องดูแลทั้งพ่อแม่และลูก

โดย : เสาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ นิตยสารโอ-ลั้นลา

ภาวะที่ถูกประกบระหว่างด้านบน (พ่อแม่) และด้านล่าง (ลูกๆ) คือคำจำกัดความของ “วิถีแซนด์วิช” ซึ่งสำหรับสังคมไทยขณะนี้ ก็น่าจะหมายถึงคนใน generation x นั่นเอง

สำหรับคนวัยทำงานที่มีพ่อแม่อยู่ในวัย 60 ปีขึ้นไป

สิ่งที่ต้องเผชิญคือการดูแลครอบครัวของตัวเองไปพร้อมๆ กับการดูแลพ่อแม่ที่นับวันก็แก่ชราและมาพร้อมกับโรคภัยไข้เจ็บอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

อารีณะ วีระวัฒน์ อดีตพยาบาลวัย 49 ปี คุณแม่ลูกสามที่ผันตัวเองมาทำงานฟรีแลนซ์แบ่งปันประสบการณ์ตรงในการดูแลคุณพ่อวัย 75 ปี และคุณแม่วัย 73 ปีว่าชีวิตตอนนี้เปรียบเหมือนแซนด์วิชที่มีขนมปังด้านบนคือพ่อแม่ ขนมปังด้านล่างคือลูกที่ต้องพยายามรักษาสมดุลให้ได้

“สิ่งไหนสำคัญสิ่งนั้นต้องมาก่อน”

ชีวิตครอบครัวของดิฉันไม่ได้สมบูรณ์แบบ มีเหนื่อยหงุดหงิดท้อเครียดในการดูแลพ่อแม่บ้าง แต่โชคดีที่มีสามีที่รักและเข้าใจคอยบอกคอยเตือนสติเวลาเราหลุด เขาจะคอยบอกว่า “รู้นะว่าณะรักแม่แต่พูดแบบนี้ไม่ดีหรอก”

สามีเป็นคนที่จิตใจดีและมีความกตัญญูต่อพ่อแม่มาก เขารักพ่อแม่ของเราเหมือนพ่อแม่ของตัวเอง บางครั้งที่เหนื่อยมากๆ ดิฉันจะเข้าไปอ่านความคิดเห็นของคนอื่นๆ ในเว็บบอร์ดพันทิป แม้ไม่เห็นทางออกของปัญหา แต่ก็ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เรารับมืออยู่เป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็พบเจอ

ดิฉันยอมรับว่าการดูแลพ่อแม่และลูกทั้งสามคนในเวลาเดียวกันเป็นเรื่องที่เหนื่อย แต่เชื่อว่าถ้าคนเป็นลูกรู้ว่าพ่อแม่คือสิ่งสำคัญในชีวิตเราจะปรับตัวเพื่อดูแลท่านจนได้ ส่วนข้ออ้างว่ามีภาระเยอะทำให้ดูแลพ่อแม่ไม่ได้ไม่เคยอยู่ในความคิดของเรา เมื่อพ่อกับแม่สูงวัยมากขึ้นโรคก็มาเป็นเงาตามตัว

เมื่อ 10 ปีก่อนดิฉันพาพ่อไปตรวจสุขภาพก็ไม่พบปัญหาต่อมลูกหมากโต แต่วันนี้กลับพบปัญหานี้ซึ่งเกิดขึ้นตามวัย นอกจากนั้นพ่อยังเป็นโรคความดันเลือดสูง โรคเกาต์และไขมันในเลือดสูงอีกด้วย

ส่วนแม่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม เมื่อก่อนเราแยกครอบครัวมาอยู่อีกบ้าน แต่ 6 ปีหลังมานี้เมื่อพ่อแม่อายุเยอะขึ้น เราก็รับท่านมาอยู่ด้วย แม้ว่าจะมีข้อเสียคือเมื่อใกล้ชิดกันมากขึ้นทำให้เกิดการกระทบกระทั่งได้ง่าย แต่ข้อดีมีมากกว่าคือลูกๆ ได้ใกล้ชิดอากงอาม่า เรียนรู้เรื่องความกตัญญูต่อพ่อแม่โดยที่ไม่ต้องสอน ไปไหนมาไหนลูกจะคิดว่าจะซื้ออะไรไปฝากท่าน เวลาพ่อแม่เจ็บป่วยดิฉันก็สามารถพาไปหาหมอได้ทันท่วงที เรื่องนี้สำคัญมากโดยเฉพาะกับแม่ที่มักเกรงใจลูกกว่าจะบอกอาการเจ็บป่วยก็ต่อเมื่อเป็นมากแล้ว

ราว 5 ปีที่แล้วดิฉันต้องพาแม่ไปหาหมอเพื่อรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม แม่มีอาการขาโก่ง เวลาจะลุกนั่งท่านต้องค่อยๆ ยืดตัวช้าๆ ใช้เวลาถึง 5 นาทีกว่าจะทรงตัวให้ตรงและเดินได้ ตอนนั้นนอกจากจะพูดคุยทำความเข้าใจกับแม่ว่าจำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนเข่า อีกเรื่องที่ดิฉันกับสามีต้องตัดสินใจร่วมกันคือค่าใช้จ่ายในการรักษา เราจำเป็นต้องขายที่ดินที่เป็นมรดกของสามีเพื่อนำเงินที่ตอนแรกตั้งใจจะซื้อบ้านเปลี่ยนมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งสองข้างของแม่แทน ดิฉันคิดว่าเงินเท่านี้เทียบไม่ได้กับชีวิตของแม่

ตอนแรกแม่ลำบากใจไม่อยากรักษา แต่ดิฉันบอกท่านว่าถ้าแม่อยากให้การใช้เงินครั้งนี้คุ้มค่า แม่ก็ต้องดูแลรักษาตัวเองให้แข็งแรงและใช้ข้อเข่านี้ให้นานที่สุด ทุกวันนี้แม่ช่วยทำกับข้าวให้หลานๆ ส่วนพ่อซึ่งไม่ชอบอยู่นิ่งเฉยช่วยไปส่งยาดมที่เรารับมาจำหน่าย เราทราบดีว่าพ่อแม่ไม่อยากนั่งเฉยๆ ให้ลูกเลี้ยงดูแต่จะรู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือลูก ดิฉันเชื่อว่าแต่ละครอบครัวไม่ได้มีสูตรสำเร็จในการดูแลพ่อแม่ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคนวัยทำงานยุคนี้คือเราต้องปรับตัวเพื่อจะได้มีเวลาดูแลพ่อแม่ด้วย แม้สิ่งอื่นจะสำคัญในชีวิตแต่การที่ยังมีพ่อแม่ให้ดูแลนั้นมีค่าเหนือสิ่งอื่นใด พ่อแม่แก่แล้วปรับตัวยากกว่าเรา เราเป็นลูกจึงต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อดูแลท่าน ดิฉันชอบที่ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ นักเขียนและวิทยากรด้านธรรมะบอกว่าพ่อแม่เป็นครูสอนธรรมะที่ดีของลูก เวลารู้สึกไม่พอใจท่านก็ตามอารมณ์ให้ทันเราจะโกรธน้อยลงและเข้าใจโลกเข้าใจชีวิตมากขึ้นค่ะ

February 8, 2019