“สมองเสื่อม” ฉันเข้าใจเธอ

เสาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ, นิตยสารโอ-ลั้นลา

ในวันที่ลูกๆ เติบใหญ่ พ่อแม่ก็เริ่มแก่ชรา ความเจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนเป็นของคู่กัน  สมองเสื่อมเป็นปัญหาหนึ่งที่หลายครอบครัวต้องเผชิญ ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา  ปัญหานี้เริ่มมีจำนวนมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อมีอายุมากกว่า 80 ปีแพทย์หญิงสิรินทร  ฉันศิริกาญจนอายุรแพทย์ด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ผู้ซึ่งให้การดูแลรักษาผู้ป่วยสมองเสื่อม สังกัดภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม* กล่าวว่า สมองเสื่อมเป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีการเสื่อมการทำงานของสมองทั้งหมด ส่งผลต่อความจำ ความรอบรู้ พฤติกรรม และบุคลิกภาพของผู้ป่วย“จากสถิติการสำรวจสุขภาพประชากรไทยโดยการสัมภาษณ์และการตรวจร่างกายในปี  2552  และ 2556 พบว่าผู้สูงอายุที่มีความสามารถสมองบกพร่องประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ เมื่อความบกพร่องมากขึ้นจนมีผลกระทบกับอาชีพ การงาน สังคม ของบุคคลนั้นๆ  ถือว่าเป็นสมองเสื่อม 

ทั้งนี้สมองเสื่อมเกิดจากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยคือ

1)  สมองเสื่อมที่เกิดจากปัญหาหลอดเลือดสมองซึ่งอาจเกิดจากการตีบ แตก หรือตัน ทำให้เนื้อสมองส่วนที่เหลือทำงานไม่ได้ดีเท่าเดิม  เซลล์สมองเสื่อมประสิทธิภาพ

2) โรคอัลไซเมอร์เกิดจากเซลล์สมองส่วนที่รับข้อมูลเพื่อบันทึกเป็นความจำค่อยๆ  สลายไปจนไม่สามารถบันทึกความจำในบางเรื่อง  บางช่วงเวลา  จนในที่สุด แม้แต่ความจำเก่าๆ ก็แหว่งวิ่นไป เรียกว่าเป็นการเสื่อมสลายของสมองโดยตรง”

จากหลักฐานทางการแพทย์ซึ่งมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ พบว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสมองอย่างมากเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะปรากฏอาการสมองเสื่อมทั้งที่เป็นจากโรคอัลไซเมอร์และจากปัญหาหลอดเลือดสมองมีความเกี่ยวข้องกับภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และการนั่งๆ นอนๆ ขาดการออกกำลังกาย (physical inactivity) ดังนั้น ควรระมัดระวังอาหารมันซึ่งมาจากของทอด ผัดแต่เนิ่นๆ เนื้อสัตว์ให้เลือกรับประทานปลาเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการปรุงโดยการทอด ส่วนผักใบให้บริโภคให้มาก หลากสี ส่วนพืชที่อยู่ใต้ดิน เช่น เผือก มัน บริโภคพอประมาณ  สำหรับผลไม้  ควรเลือกบริโภคผลไม้ที่ไม่มีน้ำตาลมาก เช่น   ฝรั่ง   แอปเปิ้ล แก้วมังกร แคนตาลูปสีเหลือง และควรระมัดระวังควบคุมโรคหรือความผิดปกติที่นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและตีบตันที่อาจนำไปสู่สมองเสื่อมจากปัญหาหลอดเลือดสมองให้อยู่ใกล้เคียงเกณฑ์ปกติ ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในหลอดเลือดสูง น้ำหนักเกินหรืออ้วน และการสูบบุหรี่

เหตุใดสมองจึงเสื่อม

นอกจากโรคอัลไซเมอร์และสมองเสื่อมที่เกิดจากปัญหาหลอดเลือดสมองตามที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งประมาณว่าทั้งสองปัญหาเป็นสาเหตุหลักของอาการสมองเสื่อม (ประมาณ 80% ของผู้ป่วยมาจากสองสาเหตุนี้) บางคนมีรอยโรคในสมองทั้งแบบอัลไซเมอร์และหลอดเลือดสมองอยู่ด้วยกัน เรียกว่าเป็นทั้งสองอย่าง นอกจากนี้สมองของเราอาจเสื่อมด้วยสาเหตุอื่น   เช่น   เกิดจากการติดเชื้อในสมอง เกิดการกระทบกระแทกที่สมอง  ก้อนเนื้อในสมอง  หรือโพรงสมองขยายใหญ่เนื่องจากน้ำเลี้ยงสมองคั่ง

อาการที่อาจแสดงออกก่อนที่ญาติหรือผู้ใกล้ชิดจะรู้สึกถึงปัญหาการสูญเสียความทรงจำ เช่น 1) มีอาการหวาดระแวงหรือเห็นภาพหลอน 2) หงุดหงิดก้าวร้าว โมโหโดยไม่มีเหตุผลที่สมควรหรือรุนแรงเกินเหตุ  3)   ซึมเศร้า  แยกตัวไม่สนใจสิ่งรอบตัว 4) พฤติกรรมแปรปรวน แปลก หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น หัวเราะเสียงดังโดยไม่มีเหตุผลในขณะที่คนอื่นกำลังเศร้าหรือเดินวนไปวนมาในห้องนอนตอนกลางคืน

ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมอย่างเข้าใจ

ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์และปัญหาหลอดเลือดสมองให้หายขาดกลับมาเป็นปกติได้ การให้ยาเป็นความพยายามที่จะชะลออาการของผู้ป่วยเอาไว้ให้อยู่ในช่วงที่ “รู้เรื่อง”ช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด นานที่สุด อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี 

สิ่งที่สำคัญมากกว่ายาในการดูแลผู้ป่วยคือการทำให้ผู้ป่วยได้อาหารที่ดี เพียงพอ ออกกำลังอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงปัญหาสุขภาพอื่นๆ  ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเช่น   ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หกล้ม เจ็บปวดที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพราะเมื่อมีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น ความสามารถสมองจะเลวลง และถ้าร่างกายดีขึ้น ความสามารถสมองจะค่อยๆ กลับมาอย่างช้าๆ แต่ไม่กลับไปเท่าระดับเดิมก่อนป่วย 

เมื่อโรคลุกลาม ผู้ป่วยสมองเสื่อมจะไม่สามารถบอกเราได้ว่าเขารู้สึกหรือต้องการอะไร ผู้ดูแลจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจ ช่างสังเกต และปรับเปลี่ยนการดูแลให้เหมาะสมยืดหยุ่นกิจวัตร/กิจกรรมตามคนไข้

หากคนไข้ตื่นเก้าโมงแล้วเพิ่งรับประทานมื้อเช้า ก็ให้นับตามมื้อ นับตามเวลาของคนไข้ หากคนไข้บ่ายเบี่ยงการอาบน้ำ อาจเป็นเพราะคนไข้ลืมวิธีอาบน้ำ แต่อาจจำวิธีอาบน้ำสมัยก่อนได้ ให้ยืดหยุ่นหาวิธีอาบน้ำจากตุ่ม หรือหากคนไข้รู้สึกหนาวให้จัดเตรียมน้ำอุ่นให้เหมาะสม หากคนไข้มีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น ต้องการไปซื้อผ้าตอนตีสอง ให้ตอบตกลงแต่บอกว่าเราหิว ขอหาอะไรรองท้องก่อน แล้วหาขนมที่คนไข้ชอบรับประทานเพื่อให้อารมณ์ดีและลืมเรื่องที่ต้องการทำแสดงความรัก ความอบอุ่นต่อคนไข้ เช่น   โอบกอดพูดคุย หารูปเก่าๆ ที่คนไข้ประทับใจให้ดูดูแลสุขภาพให้ดี ดูแลใจ/กายของผู้ดูแลให้ดี คนไข้หลายรายไม่สามารถทำกิจวัตรได้เองตามปกติ บางกรณีผู้ดูแลจึงรับบทหนัก ต้องออกแรง ต้องยก ใช้กำลังกายมาก บางครั้งอาจเหนื่อยจนหงุดหงิด จึงต้องดูแลร่างกายและรู้จักผ่อนคลายจิตใจ

ใครบ้างเสี่ยงสมองเสื่อม

ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนกล่าวว่า กลุ่มคนที่เสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม คือ 

1. คนที่ใช้สมองมาก เช่น ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ การใช้สมองบ่อยๆ เป็นเรื่องดี แต่ถ้าใช้โดยไม่รู้จักหยุด นอนก็ยังคิด ถึงเวลาพักไม่พักก็ทำให้สมองล้า เกิดความเสื่อมได้เร็ว ส่วนพวกที่ใช้สมองน้อยเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน สมองก็เสื่อมเร็ว ดังนั้นต้องใช้สมองในระดับที่พอดี จึงจะช่วยยืดอายุของสมองได้

2. พวกกินมัน กินหวาน ทำให้ไขมันอุดตันหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สมองเสื่อมเร็ว

3. พวกที่นอนดึกเกิน 5 ทุ่ม และนอนน้อยกว่า 8  ชั่วโมงทำให้อวัยวะต่างๆ และสมองไม่ได้รับการซ่อมแซมฟื้นฟู ทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ได้เร็วขึ้น

4. พวกที่ไม่กินข้าวเช้า  ไม่กินแป้ง แป้งที่ว่านี้ต้องเป็นข้าว ไม่ใช่ขนมปัง หรือก๋วยเตี๋ยว คนที่กินคาร์โบไฮเดรตไม่พอในตอนเช้าสมองจะเสื่อมเร็ว รวมถึงพวกที่ชอบกินอาหารหลัง 1 ทุ่ม

ข้อมูลเพิ่มเติมกองทุนรวม B-SENIOR
August 30, 2019